การนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นอีกหนึ่งวิธีทำให้ผิวขาวเร็ว หน้าเนียนกระจ่างใส อย่างธรรมชาติ โดยควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพราะการนอนหลับสนิทจะทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างดี โดยช่วงที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือช่วง 23.00-01.00 น. ดังนั้นเราจึงไม่ควรนอนดึก ควรเข้านอนสักสี่ทุ่มกำลังดี เพราะกว่าเราจะหลับสนิทก็น่าจะช่วงห้าทุ่มพอดีและถ้าจะให้ดีก่อนนอนควรทาน ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น กล้วย แอปเปิ้ล อินทผลัมหรือโยเกิร์ตก็ได้ เพราะมันจะมีส่วนผสมของกรดอะมิโนโทรปีน ที่มีผลทำให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน(สารที่ทำให้จิตใจสงบและทำให้หลับสนิท) ทำให้ร่างกายของเราสามารถซ่อมแซมผิวและดูดซับสารบำรุงต่างๆ จากครีมที่เราได้ทาไปช่วงก่อนนอนได้ดีขึ้นและทำให้ผิวเราเปล่งปลั่งอีกด้วย
ที่มาของเนื้อหา http://www.n3k.in.th/ผิวขาว-ผิวสวย/วิธีทำให้ผิวขาวใส
ที่มาภาพ http://www.namsomhp.com/web/index.php/health/51-sleeppos
ิ อาหารเสริมตัวนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องสิวโดยตรงแต่ก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยเรื่องผิวพรรณของเรา และประโยชน์เรื่องภูมิต้านทานโรคต่างๆและเชื้อโรค ประโยชน์ของอาหารเสริมวิตามินซีสำหรับคนเป็นสิวคือ ช่วยให้รอยดำจางเร็วขึ้นและช่วยให้ผิวที่เป็นสิวเนียน เรียบขึ้น
หน้าที่ต่าง ๆ ของวิตามินซีมีดังนี้
-รักษาบาดแผล
-รักษาระดับคอลลาเจน (อันเป็นสิ่งสำคัญของความแข็งแรงของหลอดเลือด, เหงือก และความยืดหยุ่นของผิว
-ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุเหล็ก
-มีสำคัญในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และต่อต้านการติดเชื้อต่างๆ
-ช่วยขับสารพิษและสารเคมีที่เป็นพิษออกจากร่างกายทางการขับถ่าย
-เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมนที่อยู่ในไต ที่ทำให้ร่างกายสามารถอดทนต่อความเครียด
วิตามินซีนั้นเป็นหนึ่งในวิตามินหลาย ๆ ตัวที่รู้จักกันแพร่หลาย เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกายในการเผาผลาญ รวมถึงการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ วิตามินซีช่วยป้องกันการเกิดจุดด่างดำบนผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่ามีรอยดำจากสิว จากการศึกษาต่าง ๆ พบว่าวิตามินซีช่วยลดการสูญเสียคอลลาเจน และยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งช่วยป้องกันริ้วรอย เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันการติดเชื้อด้วย
วิตามินซีนั้นมีประโยชน์ในการรักษาบาดแผลเนื่องจากวิตามินซีนั้นทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน วิตามินซียังช่วยสร้างความต้านทานและความยืดหยุ่นในกับคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อใหม่สามารถยืดได้โดยไม่ฉีกขาด ดังนั้นความแข็งแรงและยืดหยุ่นของผิวนั้นเป็นปัจจัยสำคัญของการรักษาแผล
วิตามินซีนั้นรู้จักกันดีในแง่ของการป้องกันโรคลักปิดลักเปิดและการต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซีช่วยป้องกันการถูกทำลายของเนื้อเยื่อในเซลล์และของเหลวในร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญในการป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ในลำไส้นั้นวิตามินซีจะปกป้องธาตุเหล็กไม่ให้เกิดปฎิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น
ขนาดรับประทาน
ผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป)
ตามคำแนะนำจาก U.S. Food and Nutrition Board of the institute of Medicine
ปริมาณที่ควรใช้สำหรับผู้ชายอายุ 18 ปีขึ้นไปคือ 90 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป ควรรับประทานที่ปริมาณ 75 มิลลิกรัมต่อวัน
หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไปและอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ควรรับที่ 85 มิลลิกรัมต่อวัน
หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไปและอยู่ระหว่างการให้นมบุตร ควรรับที่ 120 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งควรได้รับเพิ่มขึ้นอีก 35 มิลลิกรัมต่อวัน
*** ปริมาณมากที่สุดที่สามารถรับประทานได้คือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ชายและผู้หญิงอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป (รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร)
ปริมาณการใช้สำหรับเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี)
เด็กอายุ 9-13 ปี ใช้ที่ปริมาณ 45 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรเกิน 1200 มก.ต่อวัน
เด็กชายอายุ 14-18 ปี ใช้ที่ปริมาณ 75 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรเกิน 1000 มก.ต่อวัน
เด็กหญิงอายุ 14-18 ปี ใช้ที่ปริมาณ 65 มิลลิกรัมต่อวัน
เด็กหญิงอายุ 14-18 ปี อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ใช้ที่ปริมาณ 80 มิลลิกรัมต่อวัน
เด็กหญิงอายุ 14-18 ปี อยู่ในช่วงให้นมบุตร ใช้ที่ปริมาณ 115 มิลลิกรัมต่อวัน
ผลข้างเคียงและคำเตือน
วิตามินซีนั้นปกติแล้วจะปลอดภัยหากได้จากอาหาร อาหารเสริมวิตามินซีนั้นก็ปลอดภัยในปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละคน แม้ว่าผลข้างเคียงจะมีรายงานว่าเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน จุกเสียด ช่องท้องแข็ง และปวดหัว ฟันกร่อนก็อาจเกิดขึ้นได้ในรายที่เคี้ยววิตามินซีเม็ดเป็นประจำ
ปริมาณการใช้วิตามินซีสูง อาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้หลายประการ เช่น นิ่วในไต, ท้องร่วงรุนแรง คลื่นไส้ กระเพราะอาหารอักเสบ หน้าแดง เป็นลม วิงเวียน และอ่อนเพลีย การใช้ปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดเม็ดเลือดแดงตกตะกอน (เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย) และผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคเก๊าท์ กรวยไตอักเสบ หรืออาการกำเริบในเวลากลางคืนอันมีผลมาจากโรคไต และทางเดินปัสสาวะ
การตั้งครรภ์ และการให้นมบุตร
การรับวิตามินซีจากอาหารในขณะตั้งครรภ์นั้นเป็นสิ่งที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลที่แน่ชัดว่าการรับประทานวิตามินซีเสริมในปริมาณที่มากกว่าที่DRI แนะนำนั้นปลอดภัยหรือมีประโยชน์หรือไม่ มีรายงานของการเป็นลักปิดลักเปิดจากการรับประทานในปริมาณสูงมาเป็นเวลานาน ๆ เช่นในเด็กทารกที่เกิดจากแม่ที่รับประทานวิตามินซีสูงมากเป็นพิเศษในขณะตั้งครรภ์ ข้อมูลอันน้อยนิดนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าการเสริมวิตามินซีอย่างเดียว หรือร่วมกับอาหารเสริมอื่น ๆ นั้นมีประโยชน์ขณะตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนดอาจมีความเป็นไปได้สูงขึ้น
วิตามินซีในนมแม่นั้นถือได้ว่าปลอดภัย และมีผลวิจัยว่า วิตามินซีที่ได้จากนมแม่นั้นจะลดความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้ของเด็กได้ ยังไม่มีผลที่แน่ชัดว่าการรับประทานวิตามินซีเสริมในปริมาณที่มากกว่าที่ DRI แนะนำนั้นปลอดภัยหรือมีประโยชน์หรือไม่
##เพิ่มเติม ข้อมูลจากกองโภชนาการ ประเทศไทย พ.ศ. 2546##
ปริมาณวิตามินซีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันในผู้ใหญ่ ผู้ชายเท่ากับ 90 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้หญิง 75 มิลลิกรัมต่อวัน หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นอีก 35 มิลลิกรัมด้วย ปริมาณสูงสุดของวิตามิซีที่รับได้ในแต่ละวันไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม
ขอขอบคุณ รูปภาพจากอินเตอร์เน็ตและ เว็บ http://www.acnethai.com
เป็นวิตามินอีกตัวที่รู้จักกันดีในเรื่องต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอย วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันเวลารับประทานจึงต้องใช้ความระมัดระวังกว่าวิตามินซีที่สามารถละลายในน้ำปกติได้ วิตามินอีช่วยเรื่องสิวยังไงลองมาอ่านกันดูนะครับ
วิตามินอี ช่วยป้องกันสิวอักเสบได้อย่างไร
วิตามินอีเป็นวิตามินที่หากขาดไปก็ไม่ได้ทำให้เป็นโรคใด ๆ แต่จำนวนเล็กน้อยของวิตามินอีนั้นให้ประโยชน์สูงแก่ระบบภูมิคุ้มกันในการต้านอนุมูลอิสระ เพื่อปกป้องเยื่อบุผิวจากการถูกทำลาย ขัดขวางการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในคนที่เป็นสิว ดังนั้นการรับประทานวิตามินอีจึงมีส่วนช่วยให้อาการสิวดีขึ้น อาจถือได้ว่าเป็นวิตามินตัวหนึ่งในร่างกายที่ทำงานหนักมาก ช่วยปกป้องเส้นประสาท ปอด และหัวใจจากการถูกทำลายจากปฎิกิริยาทางเคมีต่าง ๆ หน้าที่เหล่านี้สำคัญมาก และยังช่วยให้อาการสิวหมดไปได้
รูปแบบของวิตามินอีมีทั้งหมด 8 ชนิด แบบที่ให้ผลต่อร่างกายดีมากที่สุดคือ อัลฟ่า-โทโคฟีรอล
ความเกี่ยวเนื่องระหว่างสิวกับวิตามินอี
สิวที่เกิดขึ้นก็มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือสภาพแวดล้อม วิตามินอีช่วยป้องกันสิวโดยการต้านอนุมูลอิสระ มีหลาย ๆ คลินิกที่ได้ตรวจสอบหาความกระจ่างของความสัมพันธ์ระหว่างสิวกับวิตามินอี ตัวอย่างเช่น Journal of Investigative Dermatology ได้ศึกษาว่าวิตามินอีช่วยป้องกันการอุดตันของน้ำมันในรูขุมขนจากการหมักหมมและจับตัวเป็นก้อน เป็นโอกาสน้อยที่จะอักเสบ อย่างไรก็ดีวิตามินอีสามารถซึมเข้าถึงชั้นผิว ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำให้รูขุมขนไม่อุดด้วยน้ำมัน โดยวิตามินอีสามารถทำให้น้ำมันไหลออกชั้นผิวภายนอกได้ ทำให้น้ำมันไม่อุดตัน จึงไม่เกิดสิว ได้มีการวิจัยเปรียบเทียบระดับวิตามินอีในเลือด โดยอาสาสมัคร 100 คน ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี พบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่มีระดับวิตามินอีในเลือดสูงกว่าไม่ค่อยเป็นสิว จากการค้นพบดังกล่าว และการทดสอบ ทำให้สรุปได้ว่าระดับวิตามินอีในเลือดต่ำมีโอกาสเป็นสิวได้มาก
ขนาดรับประทาน
ผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป)
ทั่วไปเข้าใจว่าได้รับปริมาณวิตามินอีเพียงพอจากอาหารต่าง ๆ ผู้ที่ควบคุมอาหาร หรือมีปัญหาลำไส้ทำงานไม่ปกติ ก็อาจต้องการอาหารเสริม ปริมาณวิตามินอีที่แนะนำต่อวันมีหน่วยที่เรียกว่า Alpha-tocopherol Equivalent (ATE) ซึ่งเสมือนกับค่า Internation Units (IU) ที่ฉลากอาหารเสริมนิยมใช้กัน ตามค่าที่กล่าวข้างต้น 1 มิลลิกรัม ATE = 1.5 IU
หญิงตั้งครรภ์ทุกวัย 15 มิลลิกรัม (หรือ 22.5 IU)
สำหรับหญิงให้นมบุตรทุกวัย 19 มิลลิกรัม (หรือ 28.5 IU)
สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถใช้ได้ที่ปริมาณสูงสุดต่อวันคือ 1,000 มิลลิกรัม (หรือ 1,500 IU) แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
เด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี)
เด็กอายุ 9-13 ปี ที่ 11 มิลลิกรัมต่อวัน (16.5 IU) ไม่ควรเกิน 600 มก. (900 IU)
เด็กอายุ 14-18 ปี รับที่ 15 มิลลิกรัมต่อวัน (22.5 IU) ไม่ควรเกิน 800 มก. (1,200 IU)
หญิงตั้งครรภ์ทุกวัย 15 มิลลิกรัม (หรือ 22.5 IU)
สำหรับหญิงให้นมบุตรทุกวัย 19 มิลลิกรัม (หรือ 28.5 IU)
ผลข้างเคียงและคำเตือน
มีรายงานว่าการใช้วิตามินอีในปริมาณสูงเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตในอัตราที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย การใช้วิตามินอีต่อเนื่องเป็นประจำควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการใช้ในปริมาณสูง ในการใช้ระยะสั้น ๆ นั้นปลอดภัยหากใช้ในปริมาณที่กำหนด อย่างไรก็ดี วิตามินอีนั้นอาจเป็นอันตรายได้หากกินในปริมาณมากเกินกำหนด การรับวิตามินอีทางอาหารนั้นก็เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประโยชน์เช่นกัน
การตอบสนองของผิวเช่น อาการผิวอักเสบ และเรื้อนกวาง สามารถบรรเทาได้โดยวิตามินอี เช่น ขี้ผึ้ง
ในกรณีที่มีอาการไม่มาก การเสริมวิตามินอีมากเกินอาจมีผลทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อวัยวะภายในทำงานไม่ปกติ ไตทำงานไม่ปกติ หรือมีไข้
อาจเพิ่มความเสี่ยงของการตกเลือด เกิดจากการขัดขวางการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้วิตามินเคไม่สามารถทำงานได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ขาดวิตามินเค) อาจทำให้เลือดออกที่เหงือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ใช้แอสไพรินร่วมด้วย และเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ warfarin (Coumadin®) อาการเลือดออกในผู้ป่วยนั้นเกิดขึ้นในรายที่ใช้ปริมาณสูงเกินติดต่อกันของ rac-alpha-tocopherol (เป็นวิตามินอีสังเคราะห์) จะต้องมีคำเตือนให้กับผู้ใช้ที่มีประวัติเลือดออกง่าย หรือใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงของการทำให้เลือดออกง่ายขึ้น และต้องใช้ในปริมาณถูกต้อง
ในบางรายมีอาการวิงเวียน เพลีย อ่อนเพลีย สายตาพร่ามัว เมื่อใช้ในปริมาณมากเกิน ควรหลีกเลี่ยงในรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น การรับประทานวิตามินอีต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นได้ในทันที
การตั้งครรภ์และให้นมบุตร
วิตามินบำรุงสำหรับหญิงตั้งครรภ์หลาย ๆ ตัวมีส่วนประกอบของวิตามินอีในปริมาณน้อย วิตามินอีในรูปของธรรมชาติจะดีกว่าในรูปของการสังเคราะห์ การใช้วิตามินอีในปริมาณมากนั้นไม่แนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่ว่าจะเป็นโดยการกินหรือฉีดก็ตาม
##เพิ่มเติม ข้อมูลจากกองโภชนาการ ประเทศไทย พ.ศ. 2546##
ปริมาณวิตามินอีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับทารกเท่ากับ 4-5 มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุ 1-8 ปี เท่ากับ 6-7 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นอายุ 9-18 ปี ชายและหญิงเท่ากับ 15 มิลลิกรัมต่อวันตามลำดับ หญิงให้นมบุตร ควรได้รับวิตามินอีเพิ่มขึ้นวันละ 4 มิลลิกรัม
ขอขอบคุณ ภาพจาก อินเตอร์เน็ต และ เว็บ http://acnethai.com

เคล็ดลับผิวสวย ด้วย "ใยบวบขัดผิว" "ใยบวบขัดตัว"
ในบรรดาผู้หญิงอย่างเราๆ อาจจะรู้จัก ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว กันเป็นอย่างดี แต่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) เชื่อว่า ยังมีคุณผู้หญิงอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้จัก ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว นี้ค่ะ แต่คุณผู้หญิงทราบบ้างหรือไม่ค่ะว่า ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว นี้มีประโยชน์มากมายที่จะช่วยให้คุณผู้หญิงสามารถมีผิวที่สวยและสุขภาพดีขึ้นได้นะค่ะ และวันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็นำเคล็ดลับของ ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว มาฝากคุณผู้หญิงทุกท่านกันอีกด้วยค่ะ โดยปกติแล้วผิวพรรณคนเรานั้นจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุกๆ 2-4 สัปดาห์ แต่หากว่าคุณผู้หญิงมีอายุที่เกินกว่า 20 ปีขึ้นไปแล้ว การผลัดตัวของเซลล์ผิวพรรณจะช้าลงซึ่งนั้นทำให้เกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำที่ผิวพรรณ ฉะนั้นแล้วการขจัดเซลล์ผิวเก่าๆ ที่ตายแล้วออกไปจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ผิวพรรณขาวใสขึ้น ฉะนั้นแล้วลองหันมาใช้ ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว ไปพร้อมๆ กับเคล็ดลับความงามที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำมาฝากกันดีกว่าค่ะ เพราะว่าใน ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว มีดีกว่าที่คุณคิดนอกจาก ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว จะช่วยให้ผิวพรรณสะอาดหมดจดแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการอุดตันสิวของสิวอีกทั้งยังทำให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ผิวสุขภาพดีอีกด้วยค่ะ ที่สำคัญ ใยบวบขัดผิว หรือ ใยบวบขัดตัว ยังเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้ไม่เป็นมลภาวะของโลกด้วยน๊า...
"ใยบวบขัดผิว" "ใยบวบขัดตัว"
- แล้วรู้ไหมว่าใยบวบมาจากไหน?
"ใยบวบขัดผิว" "ใยบวบขัดตัว" มักทำมาจากบวบหอมหรือ Smooth loofah มีผลอ่อนสีเขียวมีลายเขียวเข้ม ผลแก่สีเขียวออกเหลืองจนถึงสีน้ำตาลมีเส้นใยเหนียวลักษณะเป็นร่างแห ผลอ่อนใช้รับประทานสดสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น แกงเลียงบวบ บวบผัดไข่ มีสรรพคุณแก้ร้อนใน ลดไข้ ขับน้ำนม ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามทางเดินอาหาร แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ส่วนของผลแก่สามารถนำเส้นใยมาขัดถูตัวเพื่อผิวพรรณที่เนียนนุ่มขึ้นค่ะ
- สูตรสครับผิวด้วย "ใยบวบขัดผิว" "ใยบวบขัดตัว"
1. นำมะขามเปียก 1 ถ้วยตวง มาทาให้ทั่วบริเวณผิวที่ต้องการขัดให้ทั่วทิ้งไว้สักครู่ จากนั้นนำใยบวบแช่น้ำจนนุ่มแล้วมาขัดเป็นวงกลมอย่างเบามือประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกผิวจะใสและนุ่มขึ้น
2. นำเกลือผสมกับน้ำมันมะกอกผสมให้เข้ากันแล้วเติมน้ำมะนาวลงไป จากนั้นนำมาชโลมผิวทิ้งไว้สักครู่นำใยบวบที่อ่อนนุ่มขัดเบาๆ แล้วล้างออก ผิวจะสะอาดหมดจดและใสขึ้นเมื่อทำเป็นประจำ เนื่องจากเกลือสามารถผลัดเซลล์ผิวเก่าออกได้ น้ำมันมะกอกช่วยให้ผิวชุ่มชื้น น้ำมะนาวจะทำให้ผิวใสขึ้น
ขอขอบคุณข้อมูลผิวสวยจาก sabai ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วิธีการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า "เพื่อผิวสวย เรียบเนียน"
เป็นทริคเพื่อผิวสวยที่น่าสนใจจริง ๆ สำหรับวิธีการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า ผิวหน้าเนียน รูขุมขนเล็กกระชับ เป็นใบหน้าที่่สาว ๆ นับร้อยต่างใฝ่ฝัน สาว ๆ บางคนอาจจะดีที่แต่งหน้าให้ดูเนียสวยได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่ดีกว่านั้นคือ ไม่แต่งเลยก็ยังดูดี แต่ก็ยังมีสาว ๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่มีอุปสรรคผิวไม่เรียบเนียบรูขุมขนไม่กระชับและก็ยังรู้สึกว่า วิธีดูผิวให้สวยใสกลายเป็นเรื่องที่สุดแสนจะยุ่งอยากมาก ๆ วันนี้เราก็เลยนำเอา วิธีการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า มาฝากกันค่ะ สำหรับ วิธีการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า มีอยู่ด้วยกัน 9 วิธีง่าย ๆ ถ้าสาว ๆ คนไหนที่พร้อมแล้วก็ไปลองทำตาม 9 วิธีการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวของคุณเองได้ที่บ้านเลยค่ะ แล้วปัญหาที่แสนจะยุ่งอยากก็จะไม่อยู่กวนใจคุณอีกต่อไป ถ้าพร้อมสวยแบบประหยัดกับ 9 วิธีเพื่อผิวสวยที่สุดแสนจะง่ายแล้วก็เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมแล้วลุยกันเลยจร้า
9 วิธีการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า
1. รักษาความสะอาด
การรักษาความสะอาดของผิวหน้าเป็นวิธีพื้นฐานสุด ๆ แต่กลับสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในการทำให้รูขุมขนดูเล็กลงและกระชับขึ้น การทำความสะอาดผิวหน้าเป็นการกำจัดความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่มักเข้าไปอุดตันรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้รูขุมขนดูกว้างและทำให้ผิวหน้าไม่เรียบค่ะ
2. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง
ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าหนึ่งครั้งและอีกครั้งในตอนเย็นเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้า โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงและผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรเย็น นอกจากจะช่วยคืนความสดชื่นแล้วยังทำให้รูขุมขนดูกระชับด้วย
3. ไม่เข้านอนทั้งที่ยังแต่งหน้าอยู่
ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักขนาดไหนห้ามเข้านอนทั้ง ๆ ที่ยังมีเครื่องสำอางอยู่บนผิวหน้าเป็นอันขาด หากเข้านอนทั้งที่ยังไม่ล้างเครื่องสำอางให้เรียบร้อยนอกจากจะทำให้เครื่องสำอางลงไปอุดตันรูขุมขนได้ง่ายแล้วยังทำให้ผิวหน้าดูไม่สดชื่นเมื่อยามตื่น และหากทำเป็นประจำจะทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ ดูแก่กว่าวัย เกิดเป็นผลเสียต่อผิวหน้าในระยะยาวด้วย ผิวหน้าที่หนักจากเครื่องสำอางที่แต่งลงไปทั้งวันย่อมต้องการพักผ่อนและหายใจบ้างจึงต้องเช็ดเครื่องสำอางและล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งก่อนนอนค่ะ
4. สครับผิว
การสครับผิวเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้เป็นอย่างดีในหนึ่งสัปดาห์ควรสครับผิวให้ได้ 1-2 ครั้ง การสครับผิวเป็นการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรกที่อยู่ที่ผิวชั้นนอกซึ่งมีโอกาสเข้าไปอุดตันรูขุมขนให้หลุดออกไปนอกจากนี้ยังช่วยเผยผิวข้างใต้ที่สดใสให้ขึ้นมาแทนที่ด้วยค่ะ
5. มาส์กหน้า
สาว ๆ หลายคนมาส์กหน้าหรือพอกหน้าเพื่อช่วยให้ผิวกระชับขึ้น โดยมาส์กนั้นก็มีให้เลือกใช้หลายสูตรซึ่งล้วนช่วยบำรุงผิวทั้งนั้น อย่างไรก็ตามต้องระวังมาส์กประเภทช่วยควบคุมความมันหรือโคลนพอกหน้าที่ช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากผิวหน้า เพราะสำหรับมาส์กประเภทนี้หากทำบ่อยเกินกว่าสัปดาห์ละครั้งจะทำให้ผิวของคุณแห้งได้ง่ายค่ะ
6. มาส์กหน้าด้วยไข่ขาว
การมาส์กหน้าด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงเพียงใช้ไข่ขาวในการมาส์กหน้าโดยทาไข่ขาวที่ใบหน้าและทาย้ำเป็นพิเศษบริเวณที่มีสิวเสี้ยน จากนั้นใช้กระดาษเช็ดหน้าแปะทับลงไป รีดให้ติดกับผิวหน้าทิ้งไว้ให้แห้งแล้วจึงลอกกระดาษไข่ขาวดึงสิวเสี้ยนและสิ่งสกปรกออกมาจากรูขุมขนทำให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ นอกจากนี้โปรตีนในไข่ขาวยังช่วยบำรุงผิวและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทั้งยังช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนผิวหน้าได้อีกด้วย
7. มาส์กหน้าด้วยมะเขือเทศ
มาส์กมะเขือเทศเป็นอีกสูตรมาส์กที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน เพียงฝานมะเขือเทศเป็นแผ่นบาง ๆ คัดเมล็ดออกแล้วแปะไว้ให้ทั่วผิวหน้าหรือจะบดแต่เนื้อมะเขือเทศแล้วใช้อกหน้าไว้ก็ได้ กรด AHA วิตามินเอและซี ในมะเขือเทศจะช่วยทำความสะอาดรูขุมขนทำให้หน้ากระจ่างใสและยังมีสารที่ช่วยกระชับรูขุมขนได้ด้วย
8. ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน
แผ่นลอกสิวเสี้ยนเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้คุณมีผิวที่สะอาดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว กาวเหนียว ๆ ที่ค่อย ๆ แข็งตัวจะจับเอาสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนออกมาทำให้รูขุมขนดูเล็กลงทันตาเลยทีเดียว แต่ข้อควรระวังคือห้ามใช้ถี่เกินไปเพราะจะทำให้ผิวบางและเป็นการรบกวนผิวมากเกินไปได้เช่นกัน
9. ใช้ครีมสำหรับลดกระชับรูขุมขน
ปัจจุบันนี้มีครีมสำหรับกระชับรูขุมขนให้เลือกใช้มากมายลองเลือกใช้แบบที่เหมาะกับผิวหน้าของคุณ ส่วนใหญ่คนที่มีรูขุมขนกว้างมักจะเป็นคนผิวมันเพราะฉะนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขนที่มีเนื้อบางเบาหรือแบบเนื้อเจลเพื่อให้ซึมซับง่ายและไม่ทิ้งความมันส่วนเกินไว้บนใบหน้า โดยใช้ทุกครั้งหลังจากล้างหน้าหรืออาบน้ำซึ่งเป็นเวลาที่รูขุมขนเปิดและผิวหนังจะซึมซับครีมบำรุงได้ดีที่สุดค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก lisa ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
สรรพคุณของมะขาม
มะขามเปียก ประโยชน์ ด้านความงาม - สูตรขัดตัวช่วยให้ผิวขาวขึ้น, สูตรช่วยให้ผิวหน้าขาวชุ่มชื่น, สามารถ ช่วยให้ ผิวหน้า แขน ตัว ดำ ช่วยให้ขาวขึ้น, สามารถ ช่วยให้ ผิวหน้าสดชื่น เต่งตึง, สูตรช่วยลดริ้วลอยรอบดวงตา
มาเพิ่มผิวพรรณให้ขาวใสปิ๊งๆ ๆ ๆ กันอีกสักหน่อยด้วยสูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียกกันค่ะ สำหรับสูตร ขัดผิวด้วยมะขามเปียก นี้จะช่วยให้ผิวพรรณที่ดำคล้ำหรือดำเสียกลับมาขาวใสขึ้นกันอีกครั้ง ในสูตร ขัดผิวด้วยมะขามเปียก นี้นอกจากจะช่วยให้คุณนั้นขาวขึ้นแล้ว เอ็นไซน์ในมะขามเปียกยังมีส่วนช่วยลดความหยาบกร้านของผิวลงได้อีกเยอะเลย และไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยในเรื่องของการขจัดจุดด่างดำต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย เห็นความดีของ สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก นี้กันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ ชักอยากจะเริ่มปฏิบัติการขัดผิวกันแล้วใช่ไม่จ๊ะสาวๆ นั้นเราก็มาเริ่มสูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียกเพื่อผิวขาวใสไร้ความหม่องคล้ำกันเลยดีกว่าค่ะ
สูตร ขัดผิวด้วยมะขามเปียก
1. เตรียมส่วนผสมให้พร้อมเริ่มด้วย มะขามเปียก 1 กำมือ นมสด 1 แก้วอุ่นแล้ว น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ (ถ้ามี ถ้าไม่มีเว้นไว้)
2. นำนมสดที่อุ่นแล้วมาผสมกับมะขามเปียกแล้วขยัมให้เข้ากันจะข้นๆ หน่อย หลังจากเข้ากันดีแล้วให้เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนคนให้เข้ากัน
3. อาบน้ำให้สะอาดเช็ดตัวให้แห้งแล้วนำ สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก ที่เราได้ทำไว้แล้วมาทำการขัดและพอกผิวอย่างเบามือ จากนั้นทิ้งไว้สัก 10-20 นาที
4. หลังจากครบเวลาก็ล้างตัวออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดผิวให้แห้งแล้วลงด้วยโลชั่นบำรุงผิวที่เข้มข้ม
5. สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียกนี้ควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ที่มา : http://www.n3k.in.th/